Latest News

วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2561

ฝ่าม่านหมอกสู่ยอดดอยหลวงเชียงดาว


หน้าหนาวในประเทศไทยได้ผ่านพ้นไปเรียบร้อย หลายคนอาจจะมองการพาตัวเองขึ้นเหนือเพื่อชมวิวอาจดูเป็นเรื่องที่ดูแหวกกระแสและต้องไปเจอกับสภาพอากาศที่ไม่ใช่ช่วงที่ดีที่สุดสำหรับสถานที่นั้น แต่ความจริงแล้วเรื่องอากาศถือเป็นเรื่องธรรมดาระหว่างทาง เพราะจุดหมายสำคัญของเราคือการผจญภัย เผชิญหน้ากับความท้าทายและขึ้นไปสู่ยอดดอยหลวงเชียงดาวที่สูงจากระดับน้ำทะเลเป็นอันดับ 3 ของประเทศ

ก่อนที่จะขึ้นไปที่นั่นได้ ก็จะต้องติดต่อกับทางเจ้าหน้าที่ก่อน โดยอาศัยติดตามในเพจเฟซบุ๊กซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่แจ้งให้ทราบว่าจะเปิดให้ขึ้นไปท่องเที่ยวบนนั้นได้ในช่วงไหนบ้าง แจ้งจำนวนคนในกลุ่มเราที่จะขึ้นไป จำนวนลูกหาบ และรถที่จะพาเราไปในจุดขึ้นดอย หลังจากนั้นก็จะแจ้งกลับมาทางอีเมลให้เราได้เตรียมตัว ซึ่งใครที่ชอบท่องเว็บ ใช้เน็ตเล่นเกมต่าง ๆ ทั้ง RoV หรือเข้าไปเล่นพนันออนไลน์ผ่าน SCR888 ก็คงต้องพักไว้ก่อน เพราะสัญญาณข้างบนนั้นไม่ได้ดีนัก นอกจากนั้นไหน ๆ ก็ได้ไปเที่ยวชมธรรมชาติทั้งทีก็น่าจะให้ความสนใจกับความสวยงามที่อยู่โดยรอบมากกว่า

เมื่อถึงกำหนดที่ต้องเดินขึ้นไปบนเขา ช่วงเช้าของวันนั้นเราจะต้องขึ้นไปแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบก่อนที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว จะมีการตรวจเช็คสิ่งของที่เราจะเอาขึ้นไปคร่าว ๆ แล้วก็กะปริมาณขยะที่เราต้องนำกลับลงมาทิ้งข้างล่าง รวมไปถึงรับลูกหาบกับผู้ที่จะขับรถพาเราไปส่งที่จุดขึ้นดอย และเขาจะมารับอีกครั้งในวันที่เราลงจากดอย ตามกำหนดการที่ตอนแรกได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ไว้

ย้อนกลับไปในช่วงที่เราไปยังเป็นช่วงที่อยู่ในหน้าหนาว ตอนนั้นหมอกหนาตั้งแต่เช้าเนื่องจากมีฝนเทลงมาในคืนก่อน และยังคงปกคลุมเกือบจะทั่วทั้งอาณาเขตของทิวเขานั้น เราขึ้นรถกระบะไปยังจุดขึ้นดอยที่เรียกว่าเด่นหญ้าขัด ระยะทางจากจุดนี้ที่ต้องเดินไปยังแคมป์คือ 8.5 กม. ซึ่งจะมีระยะทางที่ไกลกว่าทางขึ้นอีกแห่งคือปางวัวอยู่ราว 2 กม. แต่ที่เลือกทางนี้เพราะในระยะแรก ๆ จะเดินง่ายกว่า ทางไม่ชัน และที่สำคัญคือทางนี้ไม่ค่อยมีคนเลือกมาสักเท่าไรนัก อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเลือกขึ้นมาทางไหน กลางทางทั้งสองฝั่งจะต้องมาบรรจบกันและต่างคนก็จะต้องร่วมทางเดินเดียวกันเพื่อขึ้นไปข้างบนอยู่ดี

เวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งบ่ายโมง เราถึงพาตัวเองเริ่มออกเดินสู่จดหมาย หมอกหนามากจนมองเห็นทางข้างหน้าแค่ในระยะไม่เกิน 30 เมตร ดังนั้นวิวจากสองข้างทางจึงไม่สามารถเห็นได้ถนัดนัก แต่ยังดีที่อากาศเย็นสบาย บวกกับทางเดินในช่วงแรกค่อนข้างง่าย อยู่ในระดับที่ราบเรียบมากกว่าขึ้นเนินสูงชัน โคลนเยอะจนเกาะรองเท้าเต็มไปหมด แต่ก็ยังเดินกันไปได้เรื่อย ๆ

หนึ่งชั่วโมงผ่านไปเราถึงได้พบนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น จากนั้นไม่นานก็เดินไปถึงเส้นทางที่ผู้คนที่เขาเดินมาจากปางวัวเข้ามาอยู่ในเส้นทางเดียวกัน แต่ละคนดูสะบักสะบอม เนื้อตัวเปื้อนโคลนกันทั้งนั้น แต่สีหน้าของทุกคนถึงแม้จะดูเหนื่อยแต่แววตาที่สดใสกับรอยยิ้มที่แสนละมุนละไม ทำให้เรามั่นใจได้ว่าพวกเขาจะสามารถขึ้นไปถึงยอดดอยได้แน่

สี่ชั่วโมงผ่านไป ถึงตอนนี้เริ่มจะหมดแรง แม้อากาศจะเย็นแต่เหงื่อกลับท่วมไปหมดทั้งตัว ความเร็วในการก้าวขาเริ่มช้าลง หยุดพักกันบ่อยครั้งหลังจากที่เดินขึ้นเขากันมาอย่างเดียว ซึ่งระหว่างทางนั้นแทบจะไม่มีทางราบให้ได้เดินสะดวกนัก เราหยุดพักกันค่อนข้างบ่อยพร้อมกับหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูป บางทีก็ไม่ได้อยากถ่ายนัก แต่การนั่งพักเหนื่อยเฉย ๆ โดยที่มีสาว ๆ เดินผ่านไปมา มันก็ทำให้เรารู้สึกเขินในเรี่ยวแรงของตัวเองอยู่บ้างเหมือนกัน ขอวางฟอร์มกันสักหน่อยล่ะ

ในที่สุดก็พาตัวเองขึ้นมาจนถึงแคมป์ที่พัก บริเวณนั้นจะเป็นพื้นที่สำหรับกางเต็นท์ของนักท่องเที่ยว โดยจะมีอยู่ประมาณ 4-5 จุด รวมกันแล้วไม่เกิน 200 คนที่สามารถขึ้นมาพักได้ในแต่ละวัน นั่นคือจำนวนนักท่องเที่ยวที่ทางเขตได้กำหนดไว้ในตอนนั้น ซึ่งเวลาที่เราขึ้นมาถึงก็ปาเข้าไป 6 โมงกว่าแล้ว พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปครู่ใหญ่จนเราไม่สามารถทอดสายตานั่งชมทัศนียภาพของแสงสุดท้ายแห่งวันได้ทัน แต่ก็ไม่คิดอะไรมากเพราะพรุ่งนี้เรายังมีโอกาส แล้วก็จัดการหุงหาอาหารและเตรียมพักผ่อนเก็บแรงไว้สำหรับพรุ่งนี้

ตีสอง เรารู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเป็นรอบที่สามเห็นจะได้ อากาศหนาวเย็นยะเยือกจนไม่สามารถข่มตาหลับได้สนิท อุณหภูมิในเวลานั้นแค่ 5 องศา ซึ่งมันหนาวเกินไปสำหรับคนที่เกิดและโตมาในประเทศไทย ถุงนอนก็ไม่ได้เอามา ผ้าห่มก็บางเหลือเกินเพราะไม่อยากเอาแบบหนามา กลัวว่าจะหนักกระเป๋า อย่างไรก็ตามเราก็พยายามที่จะข่มตาหลับให้สำเร็จ

ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีราว ๆ ตีห้า เพราะว่าเสียงย่ำเท้าของนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ทยอยเดินย่ำผ่านเต็นท์กันเพื่อขึ้นไปบนยอดดอยเพื่อให้ทันดูแสงแรกในเช้าวันใหม่ แต่เราและเพื่อนกลับไม่สนใจ เพราะไม่อยากขึ้นไปเบียดเสียดกับผู้คนข้างบนนั้น

กว่าจะพาตัวเองขึ้นไปเวลาก็ล่วงเลยเกิน 8 โมงไปแล้ว ทางขึ้นไม่ได้ง่ายกว่าที่คิด แถมยังดูลื่นและชันกว่าหลาย ๆ จุดที่ผ่านขึ้นมา ข้างบนเต็มไปด้วยหมอกหนากับเม็ดฝนที่โปรยปรายเบา ๆ อยู่เป็นระยะ แต่สิ่งที่ทำให้เราพอใจคือการที่ข้างบนนั้นมีนักท่องเที่ยวอยู่ราว 7-8 คนเท่านั้น ตอนนี้สามารถเลือกมุมที่จะถ่ายรูปได้ตามสบาย เพียงแต่ต้องกะจังหวะรอให้หมอกซาลงก่อนเท่านั้น

มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบายเหมือนกัน ในเวลานั้นเราลืมทุกสิ่งที่เป็นความสนใจของตัวเรา หนัง ฟุตบอล DOTA2 SCR888 ไทย เพื่อนฝูงที่บ้าน ที่มหาลัย การได้อยู่กับตัวเองโดยแท้จริงในช่วงเวลานึงท่ามกลางธรรมชาติและม่านหมอกที่โอบกอดอยู่โดยรอบ สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าล้วนก่อเกิดเป็นความรู้สึกที่เป็นความภาคภูมิใจส่วนตัว ในการพาตัวเองขึ้นมาอยู่ในจุดนี้ และดูเหมือนว่าดอยหลวงเชียงดาวจะไม่ใช่ยอดดอยสุดท้ายที่เราจะขึ้นไป มันจุดประกายให้เราอยากพาตัวเองไปให้ไกลกว่านั้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หากบทความเกิดความผิดพลาดประการใดต้องขออภัยและช่วยชี้แนะด้วยนะคะ ^^

PakamasBlog

Add us on Google+